ไทย-จีนสนใจร่วมมือยอมรับความเท่าเทียมของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

วิฑูรย์ ปัญญากุล (7 ก.พ. 53)

 

ในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ จำนวนมากถึง 93 ประเทศได้จัดทำกฎระเบียบด้านการผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ (ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวมาตรฐานการผลิต แปรรูป การใช้ฉลาก ตลอดจนข้อกำหนดของการตรวจสอบรับรองมาตรฐานด้วย) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศของตัวเอง กฎระเบียบเหล่านี้แม้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่อาจใกล้เคียงกัน แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการยอมรับซึ่งกันและกัน ส่งผลให้หน่วยตรวจรับรองต้องขอการขึ้นทะเบียนตามกฎระเบียบต่างๆ เพื่อที่จะได้สามารถให้บริการตรวจสอบรับรองกับผู้ผลิต-ผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ได้ ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบรับรองกับผู้ผลิต-ผู้ประกอบการมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคขัดขวางการขยายตัวของการค้าเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศด้วย

แนวทางหนึ่งของการสร้างการยอมรับก็คือ การยอมรับความทัดเทียม (equivalence) ซึ่งก็คือ การยอมรับมาตรฐานและระบบอื่น ที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่มาตรฐานและระบบที่ต่างกันนี้ยังคงบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน หรือให้ผลสำริดเดียวกันได้ แต่การทำ equivalence นี้มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนในการประเมินเพื่อจะตัดสินใจว่ามีความทัดเทียมกัน ซึ่งทำให้หน่วยงานระหว่างประเทศที่ได้ร่วมมือกัน จัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือ ITF (International Task Force on Harmonization and Equivalence in Organic Agriculture) ได้พัฒนากลไกในการสร้างการยอมรับความเท่าเทียมของข้อกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองขึ้น โดยจัดทำเป็นเครื่องมือ 2 ชุด คือ "เกณฑ์ข้อกำหนดสำหรับหน่วยตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์" (International Requirements for Organic Certification Bodies - IROCB) และ "แนวทางในการประเมินความทัดเทียมของมาตรฐานและกฎระเบียบทางเทคนิคเกษตรอินทรีย์" (Guide for Assessing Equivalence of Organic Standards and Technical Requirements - EquiTool)

ในการประชุมระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงของ Global Organic Market Access ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของ FAO IFOAM และ UNCTAD (ซึ่งเป็นโครงการเฟสที่สองต่อจาก ITF) ที่จัดขึ้นที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 4 - 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทางมูลนิธิสายใยแผ่นดินเป็นผู้ประสานงานในการจัด ทางตัวแทนประเทศลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง 6 ประเทศได้แสดงความสนใจที่จะพัฒนาความร่วมมือให้เกิดการยอมรับมาตรฐานและการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์แบบทัดเทียมกัน โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทยและประเทศจีน ซึ่งได้มีการพัฒนามาตรฐานระดับประเทศและระบบการตรวจสอบรับรองไว้ค่อนข้างก้าวหน้ามาก ซึ่งทั้งสองประเทศแสดงความสนใจที่จะเริ่มการเจรจากัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือดังกล่าว ซึ่งถ้าการเจรจาดังกล่าวสำเร็จ ผู้ประกอบการที่ได้รับการตรวจรับรองจากหน่วยตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ไทย ที่ได้รับการรับรองระบบงานจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ก็จะได้รับการยอมรับจาก Certification and Accreditation Administration (CNCA) ของประเทศจีนด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังประเทศจีนได้โดยสะดวกมากขึ้น